โรคลำไส้แปรปรวน (Irritable bowel syndrome (IBS))เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับการทำงานผิดปกติของระบบทางเดินอาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งลำไส้ โดยที่ไม่พบความผิดปกติอะไรที่โครงสร้างของอวัยวะในระบบทางเดินอาหารเป็นภาวะเรื้อรังของลำไส้ อาการปวดท้องเรื้อรังเป็น ๆ หาย ๆ นานเกิน 6 เดือนขึ้นไปซึ่งประกอบด้วยอาการหลัก คือ ปวด หรือ อึดอัดท้อง และ มีลักษณะอาการสัมพันธ์กับการถ่าย หรือ อุจจาระที่เปลี่ยนไป ร่วมกับมีการขับถ่ายที่ผิดปกติ เช่น ท้องผูกหรือท้องเสียสลับกัน บางรายอาจมีอาการท้องอืด แน่นท้องร่วมด้วย
กลุ่มเสี่ยงที่เกิดโรคลำไส้แปรปรวน
โรคลำไส้แปรปรวนเป็นได้ทุกช่วงอายุกลุ่มเสี่ยงมากที่สุดระหว่างอายุ18-35ปี เกิดจากกลุ่มช่วงอายุดังกล่าว จะมีการเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่าง เช่น เข้ามหาวิทยาลัย เข้าทำงาน แต่งงาน หรือมีลูก จึงเกิดความเครียดและกระตุ้นให้เกิดอาการลำไส้แปรปรวน และมักจะพบในผู้หญิงมากกว่าที่จะมีอารมณ์แปรปรวนได้มากเสี่ยงต่อโรค แต่ถ้าพบอาการในช่วงอายุ40-70ปี อาการสำคัญที่อาจเกิดจากโรคที่รุนแรงได้แก่ อุจจาระมีเลือดปน ไข้ น้ำหนักลด หรือมีอาการที่ต้องทำให้ตื่นกลางดึก ไม่ควรที่จะวินิตฉัยเองว่าเป็นโรคลำไส้แปรปรวน ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุว่าเป็นโรคที่ร้ายแรงกว่าหรือไม่เช่น โรคถุงผนังลำไส้ใหญ่(diverticulosis) หรือโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
อย่างไรก็ตามโรคลำไส้แปรปรวนจะทำให้รู้สึกไม่สบายตัว หรือ รำคาญหงุดหงิด แต่ตัวโรคเองจะไม่กลายเป็นมะเร็งหรือโรคที่ร้ายแรงอื่นๆ ซึ่งเมื่อเกิดอาการดังกล่าวให้ลองสังเกตุหรือจดบันทึก อาหารการกินในบางชนิดจะเป็นตัวกระตุ้นหรือเร่งให้เกิดอาการลำไส้แปรปรวน หากพบสาเหตุมาจากอาหารก็ควรหลีกเลี่ยงหรือเว้นอาหารประเภทดังกล่าวลง อาการก็อาจจะทุเลาลงหรือหายไปเลยก็ได้
พฤติกรรมเสี่ยงโรคลำไส้แปรปรวน
- พฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง เช่น รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา ข้ามอาหารมื้อเช้า รับประทานอาหารไขมันสูงอาหารจานด่วน หรืออาหารที่มีกากใยน้อย
- มีภาวะเครียด กังวล
- ขาดการออกกำลังกาย
- การพักผ่อนไม่เพียงพอโรคลำไส้แปรปรวนไม่ใช่โรคที่เป็นอันตรายถึงชีวิต ไม่ใช่สัญญาณของโรคมะเร็ง และผู้ป่วยก็สามารถมีอายุยืนยาวได้เช่นเดียวกับประชากรทั่วไป แต่อาการเป็น ๆ หาย ๆ ของโรคอาจะส่งผลให้มีคุณภาพชีวิตที่ด้อยลง โดยส่วนใหญ่มักเกิดความเครียดเมื่อไม่หายขาด กังวลว่าจะเป็นโรคร้าย หรือในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการท้องเสียเป็นหลัก อาการของโรคมักเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เพราะต้องเข้าห้องน้ำบ่อยครั้งต้องคอยสังเกตตัวเองแล้วหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะไปกระตุ้นให้เกิดอาการ เช่น ถ้ารับประทานของมันแล้วปวดท้อง ต้องละเว้นรวมถึงระวังไม่ให้เกิดการติดเชื้อในทางเดินอาหารที่เกิดจากอาหารและน้ำดื่มไม่สะอาดเพราะจะทำให้อาการกำเริบได้เช่นกันวิธีที่ดีที่สุดในการรับมือ อย่ากังวลว่าเป็นโรคร้ายหรืออันตรายถึงชีวิต เพราะยิ่งเครียดยิ่งกระตุ้นอาการของโรค แพทย์จะรักษาเพื่อบรรเทาอาการ ขณะเดียวกันผู้ป่วยก็ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ ชีวิตด้วยเพื่อให้อาการดีขึ้น และลดความถี่ของการกลับมาเป็นอีกโรคลำไส้แปรปรวนเป็นโรคที่ต้องใช้เวลาในการรักษานาน ความรู้ความเข้าใจในโรคที่เป็นอยู่จะช่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

