หัวใจโต เป็นภาวะที่หัวใจมีขนาดโตมากกว่าปกติ ซึ่งสามารถวินิจฉัยได้จากภาพถ่ายเอกซเรย์ปอดสาเหตุที่ทำให้มีภาวะหัวใจโตนั้นมีได้หลายสาเหตุทั้งที่เป็นจากภาวะตามธรรมชาติ เช่น การตั้งครรภ์ เป็นต้น และเป็นจากตัวโรคหัวใจเองเช่น มีลิ้นหัวใจผิดปกติ,กล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ,หัวใจเต้นผิดปกติรวมไปถึงเยื้อหุ้มหัวใจที่ผิดปกติ ภาวะหัวใจโตสามารถตรวจพบได้ทุกเพศทุกวัยตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยสูงอายุแต่จะพบในประชากรที่สูงอายุมากกว่าวัยอื่นๆ อันเนื่องมาจากผู้สูงอายุจะพบว่ามีความเสื่อมของเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจและเซลล์ต่างๆ ของร่างกายและในผู้สูงอายุมักมีโรคประจำตัวร่วมหลายโรคอีกด้วย
อาการของภาวะหัวใจโต
ผู้ที่หัวใจโตส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีอาการหากหัวใจยังทำงานปกติ แต่หากหัวใจทำงานผิดปกติจะเกิดอาการต่างๆจากโรคที่เป็น อาการต่างๆได้แก่
- หายใจลำบาก เหนื่อยง่ายกว่าปกติ
- หายใจเร็ว
- เวียนศีรษะ อ่อนเพลียง่าย
- ใจสั่น
- บวมบริเวณเท้าตอนสายๆ
- ไอโดยเฉพาะเวลานอน
- นอนราบไม่ได้เนื่องจากแน่นหน้าอก
ต้องประเมินอาการของตัวเองให้ดีเพราะบางครั้งอาการต่างๆค่อยๆเป็นไปจนกระทั่งคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ อาจจะเปรียบเทียบกับคนที่อยู่ในวัยเดียวกัน และมีวิถีชีวิตเหมือนกัน แล้วเรามีอาการต่างๆมากกว่าเขาหรือเปล่า หากมากกว่าหรือไม่แน่ใจให้ไปพบแพทย์เพื่อประเมินการตรวจร่างกายจะบอกได้ ซึ่งแพทย์จะได้มีการดูแลรักษาให้ถูกวิธีต่อไป
เบื้องต้นแพทย์อาจซักประวัติและสอบถามอาการของผู้ป่วย เพื่อดูว่ามีอาการหายใจเหนื่อยหอบหรืออาการของภาวะหัวใจล้มเหลวที่บ่งบอกถึงภาวะหัวใจโตหรือไม่ จากนั้นจึงตรวจตามร่างกายหาอาการบวมที่อาจบ่งบอกถึงภาวะนี้ รวมทั้งใช้เครื่องฟังเสียงหัวใจเพื่อตรวจหาความผิดปกติในหัวใจ และในขั้นต่อไปอาจเลือกใช้การวินิจฉัยอย่างใดอย่างหนึ่ง
การรักษาภาวะหัวใจโต
การรักษาด้วยการดูแลตนเอง ผู้ป่วยภาวะหัวใจโตจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อให้อาการของโรคดีขึ้นและไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมา ควรปฏิบัติตัวดังนี้
- หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารเค็ม อาหารหวาน หรืออาหารที่มีไขมันสูง และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีนทั้งหลาย
- งดสูบบุุหรี่
- ควบคุมน้ำหนัก
- ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ให้สูงเกินปกติ
- หมั่นออกกำลังกายอย่างพอดีโดยปรึกษาแพทย์ถึงกิจกรรมที่เหมาะสม
- พักผ่อนให้เพียงพอโดยควรนอนวันละ 8 ชั่วโมง
การใช้ยารักษาโรค ในกรณีที่ภาวะหัวใจโตเกิดจากโรคกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติหรือโรคหัวใจชนิดอื่น ๆ แพทย์อาจสั่งจ่ายยาตัวใดตัวหนึ่งต่อ - ยาขับปัสสาวะ เพื่อลดปริมาณโซเดียมและน้ำในร่างกาย ช่วยให้ระดับความดันในเส้นเลือดและหัวใจลดต่ำลง
- ยาลดความดันโลหิตกลุ่ม ACEI ยาใช้สำหรับช่วยลดความดันโลหิตและทำให้หัวใจสามารถสูบฉีดเลือดได้ดีขึ้น
- ยาลดความดันโลหิตกลุ่ม ARBs สำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับประทานยาลดความดันโลหิตกลุ่ม ACE ได้ แพทย์จะให้รับประทานยาชนิดนี้แทน
- ยาเบต้า บล็อกเกอร์ ใช้เพื่อช่วยลดความดันโลหิตและช่วยในการทำงานของหัวใจ
- ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เป็นยาที่ใช้ลดความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือด ป้องกันภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันหรือโรคหลอดเลือดสมอง
- ยาต้านการเต้นหัวใจผิดจังหวะ จะช่วยให้จังหวะการเต้นของหัวใจของผู้ป่วยกลับเป็นปกติ
- ใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ทำให้หัวใจเต้นปกติ ใช้สำหรับภาวะหัวใจโตบางชนิด อุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดนี้จะช่วยประสานการบีบตัวของหัวใจฝั่งซ้ายและฝั่งขวา แต่หากแพทย์เห็นว่าผู้ป่วยเสี่ยงเกิดอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรงก็อาจเลือกรักษาโดยใช้ยาหรือเครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติชนิดถาวรเข้าช่วยแทน
หากแพทย์วินิตฉัยแล้วพบว่า ควรที่จะมีการดูแลรักษาด้วยวิธีผ่าตัด
การผ่าตัดลิ้นหัวใจ หัวใจโตที่มีสาเหตุเกี่ยวกับลิ้นหัวใจ ผู้ป่วยอาจต้องได้รับการผ่าตัดเพื่อซ่อมแซมหรือเปลี่ยนลิ้นหัวใจผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจ ผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจโตเนื่องจากโรคหลอดเลือดหัวใจ แพทย์อาจแนะนำให้รักษาโดยวิธีต่อไปนี้ - ใช้เครื่องช่วยการไหลเวียนของเลือดในหัวใจห้องล่างซ้าย หรืออาจเรียกว่าหัวใจเทียม ผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวซึ่งมีหัวใจอ่อนแออาจต้องใช้อุปกรณ์นี้ช่วยในการสูบฉีดเลือด โดยใส่เครื่องมือชนิดนี้ระหว่างรอการปลูกถ่ายหัวใจ หรืออาจต้องใส่ไว้เป็นระยะเวลานานเพื่อรักษาอาการในกรณีที่ผู้ป่วยไม่มีการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ
- ผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ การเปลี่ยนหัวใจอาจเป็นทางเลือกสุดท้าย หากการรักษาด้วยยาหรือวิธีอื่น ๆ ไม่ช่วยให้อาการดีขึ้น อย่างไรก็ตาม จำนวนหัวใจที่ได้รับบริจาคในปัจจุบัน ยังไม่เพียงพอ ทำให้แม้แต่ผู้ป่วยที่อาการหนักก็ต้องรอรับบริจาคหัวใจเป็นเวลานาน

