แผลในกระเพาะอาหาร

โรคแผลในกระเพาะอาหาร (Peptic ulcer) (Peptic ulcer disease) เป็นโรคที่เกิดมีแผลขึ้นในกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็กส่วนต้น บริเวณปลายหลอดอาหารส่วนที่อยู่ต่อกับกระเพาะอาหารร่วมด้วย เนื่องจากเยื่อเมือกบุภายในทางเดินอาหารเหล่านี้ถูกทำลายโดยน้ำย่อยจากกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นที่กระตุ้นให้เกิดโรคได้อีก เช่นการรับประทานอาหารที่ส่งผลต่อการระคายเคืองของกระเพาะอาหาร และลำไส้ เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม รวมถึงยากลุ่ม NSAID อาทิ แอสไพริน ยารักษาโรคกระดูกและข้ออักเสบ และยาชุด
โรคแผลในกระเพาะอาหาร พบประมาณ 10-20% และสุดท้ายคือโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร พบประมาณ 2% ของผู้ป่วยที่มาด้วยอาการปวดท้อง ซึ่งสงสัยว่าเป็นโรคกระเพาะอาหารถึงแม้ว่าโรคแผลในกระเพาะอาหารจะพบได้น้อยกว่าโรคกระเพาะอาหารชนิดที่ไม่มีแผล แต่มีความสำคัญและอันตรายมาก เพราะอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ โดยเฉลี่ยประมาณ 10-15% เพราะเป็นโรคที่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น เลือดออกจากแผลในกระเพาะอาหาร ซึ่งคนไข้จะมาพบแพทย์ด้วยอาการอาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ หรือมาด้วยอาการปวดท้องรุนแรง และช็อกจากกระเพาะอาหารทะลุได้
แผลในกระเพาะอาหารที่พบบ่อยที่สุด

  • แผลในกระเพาะอาหาร (Gastric Ulcers) : เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดขึ้นที่ผนังภายในของกระเพาะอาหารแผลในลำไส้เล็กส่วนต้น (Duodenal Ulcers) : เกิดขึ้นที่ผนังภายในของลำไส้เล็กส่วนต้นที่ต่อออกมาจากกระเพาะอาหาร
  • แผลในหลอดอาหาร (Esophageal Ulcers) : เป็นแผลชนิดที่เกิดภายในหลอดอาหาร ซึ่งเป็นส่วนที่เชื่อมต่อระหว่างคอและกระเพาะอาหาร
    ทั้งนี้ ผู้ป่วยสามารถมีแผลได้มากกว่า 1 ชนิดในเวลาเดียวกัน

สาเหตุของแผลในทางเดินอาหาร
เชื่อกันว่าแผลในกระเพาะอาหาร เกิดจากการกินอาหารรสจัดหรือความเครียด แต่วงการแพทย์ในปัจจุบันไม่ได้เชื่อเช่นนั้น สาเหตุหลักของ Peptic ulcer มีดังต่อไปนี้

  • เชื้อ เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโรไลน์ (Helicobacter pylori) เป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อในกระเพาะอาหาร
  • ยาแก้อักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือ เอ็นเสด (Non-steroidal anti-inflammatory drugs หรือ NSAIDs) เช่น ยาแอสไพริน (aspirin), ibuprofen-nsaid’ target=’_blank’>ไอบูโพรเฟน (ibuprofen), นาพร็อกเชน (naproxen)
  • ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อโรคแผลเพปติกควรแจ้งแพทย์ทุกครั้งก่อนใช้ยากลุ่มนี้และเลือกใช้ยาแก้ปวดที่มีตัวยาอะเซตามิโนเฟน (acetaminophen) หรือที่เรียกกันว่า ยาพาราเซตามอล (paracetamol) เพื่อบรรเทาอาการปวดแทน เพราะไม่ใช่ยาในกลุ่ม NSAIDs และไม่มีส่วนผสมของยาแอสไพริน

อาการของโรคแผลในกระเพาะอาหาร

  • ปวดหรือจุกแน่นท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่ หรือหน้าท้องช่วงบน เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด มักเป็นเวลาท้องว่างหรือเวลาหิว อาการจะไม่เป็นตลอดทั้งวัน
  • ปวดแน่นท้อง มักจะบรรเทาได้ด้วยอาหารหรือยาลดกรด ผู้ป่วยบางคนมีอาการปวดจะเป็นมากขึ้นหลังมื้ออาหาร โดยเฉพาะหลังกินอาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เป็นต้น
  • อาการปวดมักเป็นๆ หายๆ มานานเป็นปี โดยมีช่วงเว้นที่ปลอดอาการค่อนข้างนาน เช่น ปวดอยู่ 1-2 สัปดาห์ และหายไปหลายๆ เดือน จึงกลับมาปวดอีก
  • ปวดแน่นท้องกลางดึกหลังจากหลับไปแล้ว
  • บางรายจะไม่มีอาการปวดท้อง แต่จะมีอาการแน่นท้องหรือรู้สึกไม่สบายในท้อง มักจะเป็นบริเวณใต้ลิ้นปี่หรือกลางท้องรอบสะดือ มักมีท้องอืดร่วมด้วย โดยเฉพาะหลังกินอาหาร ท้องจะอืดขึ้นชัดเจน มีลมมากในท้อง ท้องร้องโครกคราก ต้องเรอหรือผายลมจะดีขึ้น อาจมีคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย โดยเฉพาะหลังอาหารแต่ละมื้อหรือช่วงเช้ามืด ผู้ป่วยอาจมีอาการอิ่มง่ายกว่าปกติ ทำให้กินได้น้อยลงและน้ำหนักลดลงบ้างเล็กน้อย

การปฏิบัติตัวเป็นแผลในกระเพาะอาหาร
นอกจากไปพบแพทย์ การทานยาแล้ว การปฏิบัติตัวเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องทำควบคู่ไปกับการกินยา ซึ่งจะทำให้โรคแผลในกระเพาะอาหารหายเร็วขึ้น และยังสามารถป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำได้ด้วย ข้อปฏิบัติมีดังนี้

  • กินอาหารอ่อน ย่อยง่าย
  • กินอาหารจำนวนน้อยๆ แต่กินให้บ่อยมื้อ ไม่ควรกินจนอิ่มมากในแต่ละมื้อ
  • หลีกเลี่ยงอาหารเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด ของหมักดอง น้ำอัดลม
  • หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง รวมทั้งของทอด ครีม กะทิ
  • งดสูบบุหรี่ และงดดื่มสุรา
  • งดการใช้ยาแก้ปวดแอสไพริน และยาแก้โรคกระดูกและข้ออักเสบทุกชนิด
  • ผ่อนคลายความเครียดและวิตกกังวล พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ถ้ามีอาการของภาวะแทรกซ้อน ปวดท้องรุนแรง หรือเบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงมาก ควรรีบไปพบแพทย์
  • การรับประทานอาหารในผู้ที่เป็นโรคแผลในกระเพาะอาหาร
    ผู้ที่เป็นโรคแผลในกระเพาะอาหาร ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด ของหมักดอง อาหารแข็งย่อยยาก อาหารทอด อาหารที่มีไขมันมาก เพราะไขมันเป็นสารที่ย่อยยากกว่าสารอาหารชนิดอื่น รวมถึงหลีกเลี่ยงการกินผลไม้ที่ทำให้มีอาการมากขึ้น เช่น บางคนกินฝรั่งหรือสับปะรดจะมีอาการปวดท้องมากขึ้น ควรรับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย เมื่อมีอาการดีขึ้นแล้ว จึงค่อยๆ กลับมารับประทานอาหารที่ใกล้เคียงปกติ

โรคกระเพาะอาหารอาจเป็นโรคที่หลายท่านยังละเลย เพียงเพราะคิดว่าเป็นโรคที่ไม่ร้ายแรง แต่ความเป็นจริง หากทิ้งไว้นานวันเข้า โรคที่คิดว่าไม่ร้ายแรงอาจเป็นสาเหตุโรคร้ายแรงอย่าง โรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้ ดังนั้นเมื่อมีอาการที่ยังไม่รุนแรงก็สามารถรักษาโดยทานยาลดกรดร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และหากมีอาการที่ยังไม่ดีขึ้น มีอาการแทรกซ้อนต่างๆ ดังข้างต้นแล้ว ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อการรักษาที่ถูกต้อง ทันท่วงที และป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำได้อีก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *