ระบบทางเดินอาหารของมนุษย์ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ทางเดินอาหารส่วนบน (หลอดอาหารและกระเพาะอาหาร) ทางเดินอาหารส่วนกลาง (ลำไส้เล็ก) และทางเดินอาหารส่วนล่าง (ลำไส้ใหญ่) เป็นระบบอวัยวะภายในที่มีความยาวมาก เฉพาะลำไส้เล็กก็ยาวถึง 6 เมตรแล้ว การตรวจภายในทางเดินอาหารจึงเป็นเรื่องที่ยากและท้าทาย แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าในวันนี้พวกเราจึงสามารถตรวจจับและรักษาความผิดปกติในระบบทางเดินอาหารได้ด้วยการส่องกล้อง
ในปัจจุบันเราสามารถแบ่งเทคโนโลยีการส่องกล้องได้เป็น 2 แบบ คือ “แบบมาตรฐาน” และ “แบบซับซ้อน” โดยส่วนใหญ่อวัยวะที่มักเกิดโรคในระบบทางเดินอาหารจะเป็นทางเดินอาหารส่วนบนและส่วนล่าง สำหรับทางเดินอาหารส่วนกลางหรือลำไส้เล็กนั้นพบได้น้อย ซึ่งการส่องกล้องในทางเดินอาหารแบบมาตรฐานก็คือการส่องกล้องเข้าไปในระบบทางเดินอาหารส่วนบนและส่วนล่างหรือกระเพาะอาหารและลำไส้ใหญ่นั่นเอง เพื่อวินิจฉัยว่ามีรอยโรค เช่น ติ่งเนื้อ เนื้องอก หรือแผลอะไรบ้าง หากไม่แน่ใจว่าความผิดปกติดังกล่าวคืออะไร แพทย์ก็จะทำการตัดชิ้นเนื้อมาตรวจ ในกรณีที่เจอรอยโรคขนาดเล็กและสามารถรักษาได้ด้วยการส่องกล้อง เช่น เป็นติ่งเนื้อหรือก้อนเนื้อขนาดประมาณ 0.5 – 1 เซนติเมตร หรือไม่เกิน 2 เซนติเมตร ก็สามารถใช้เครื่องมือตัดออกมาได้เลย
การที่แยกการตรวจลักษณะนี้ว่าเป็นแบบมาตรฐานเพราะผู้ป่วยที่จำเป็นต้องส่องกล้องแบบนี้มีจำนวนมาก ประกอบกับบุคลากรที่สามารถทำได้ก็มีจำนวนมากกว่าการส่องกล้องแบบซับซ้อน ปัจจุบันแพทย์ที่สามารถทำการส่องกล้องระบบทางเดินอาหารส่วนบนและส่วนล่างได้ ได้แก่ อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารที่ได้รับการฝึกอบรมตามที่สมาคมแพทย์ระบบทางเดินอาหารแห่งประเทศไทยให้การรับรอง อีกกลุ่มหนึ่งคือศัลยแพทย์หรือแพทย์ผ่าตัดที่ได้รับการฝึกอบรมและได้รับการยอมรับจากแพทยสภา
เทคโนโลยีการส่องกล้องแบบซับซ้อน
เทคโนโลยีการส่องกล้องแบบซับซ้อนนั้นสามารถนำมาใช้ได้ทั้งเพื่อการวินิจฉัยและการรักษา โดยจะมีการติดตั้งเครื่องมือพิเศษอื่นๆ เข้ากับตัวกล้อง หรือเปลี่ยนลักษณะบางอย่างของกล้อง ซึ่งจะให้ข้อมูลที่ละเอียดเพิ่มขึ้นจากการส่องกล้องแบบมาตรฐาน อย่างไรก็ตามการส่องกล้องแบบซับซ้อนนี้จะต้องทำโดยแพทย์ที่ได้รับการฝึกอบรมจนมีความเชี่ยวชาญขั้นสูง ตัวอย่างการส่องกล้องแบบซับซ้อนเพื่อใช้ในการวินิจฉัยโรค เช่น
– การใช้กล้องกำลังขยายสูงซึ่งทำให้นอกจากจะช่วยให้เห็นภาพแบบมาตรฐานแล้ว ยังสามารถเห็นเซลล์ที่มีขนาดเล็กๆ ได้อีกด้วย
– การใช้กล้องแบบคัดกรองเฉดสีซึ่งช่วยให้การวินิจฉัยโรคแม่นยำขึ้น
– การใช้เครื่องกำเนิดคลื่นเสียงหรืออัลตราซาวนด์ฝังเข้าไปในส่วนปลายของกล้อง ช่วยให้แพทย์สามารถเห็นรอยโรคภายใต้เยื่อบุทางเดินอาหารที่ไม่สามารถเห็นได้ด้วยกล้องปกติ นอกจากนี้กล้องที่ติดเครื่องกำเนิดคลื่นเสียงยังสามารถเห็นอวัยวะที่อยู่ติดกับทางเดินอาหารได้ชัดเจนขึ้น การส่องกล้องแบบซับซ้อนวิธีนี้จึงสามารถช่วยในการวินิจฉัยโรคที่เกิดนอกระบบทางเดินอาหารได้อีกด้วย
– การใช้กล้องส่องท่อน้ำดี ซึ่งช่วยให้เห็นรูออกของท่อน้ำดีในลำไส้เล็กส่วนต้นได้ชัดเจน นอกจากนี้แพทย์ยังสามารถใส่เครื่องมือที่เป็นสายเข้าไปฉีดสีในท่อน้ำดีเพื่อที่จะดูภาพของท่อน้ำดีได้อีกด้วย การส่องกล้องท่อน้ำดีนอกจากจะใช้เพื่อการวินิจฉัยแล้ว ยังใช้เพื่อการรักษาได้อีกด้วย เช่น รักษานิ่วในท่อน้ำดี โดยเอากล้องเข้าไปที่รูปเปิดของท่อน้ำดีที่ลำไส้เล็กส่วนต้น แล้วคล้องนิ่วออกมาจากบริเวณดังกล่าว หรือแก้ปัญหารอยตีบในถุงน้ำดี ซึ่งแต่เดิมศัลยแพทย์จะรักษาโดยการผ่าตัดเอาท่อน้ำดีมาต่อลำไส้เล็ก แต่ในปัจจุบันแพทย์ส่องกล้องสามารถใส่ท่อเข้าไปในท่อน้ำดีเพื่อให้น้ำดีไหลลงมาโดยที่ไม่ถูกเนื้องอกกด เบียดหรือกีดขวางการระบายของน้ำดี
สำหรับการใช้กล้องคลื่นเสียงเพื่อการรักษานั้นเป็นเทคโนโลยีที่เพิ่งพัฒนามากในช่วง 5 ปีมานี้เทคนิคนี้จะใช้กล้องคลื่นเสียงตรวจดูรอยโรคที่อยู่นอกทางเดินอาหารแล้วทำการรักษาต่อ เช่น ในกรณีที่ตับอ่อนอักเสบจนมีเนื้อตายหรือเน่าเสีย แพทย์จะใส่กล้องเข้าทางปากนำกล้องไปที่กระเพาะอาหาร แล้วเจาะผ่านกระเพาะอาหารเข้าไปในช่องท้อง จากนั้นดึงเนื้อตายเข้ามาในกระเพาะอาหารแล้วเอาออกมาทางปาก วิธีนี้ทำให้ผู้ป่วยไม่มีแผลผ่าตัดที่หน้าท้องเหมือนการผ่าตัดแบบเดิม นอกจากนี้ยังมีการใช้กล้องคลื่นเสียงสกัดสัญญาณความเจ็บปวดจากโรคในช่องท้อง เช่น ผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนที่มีอาการปวดในช่องท้องมากจนยาแก้ปวดรักษาไม่ได้ แต่เดิมวิสัญญีแพทย์จะรักษาโดยการสกัดเส้นประสาทด้วยการฉีดแอลกอฮอล์หรือยาเข้าไปทำลายเส้นประสาทที่รับสัญญาณความเจ็บปวดจากในช่องท้อง แต่ในปัจจุบันสามารถใช้กล้องคลื่นเสียงมาสกัดเส้นประสาทได้แล้วโดยทำเสร็จภายในเวลาแค่ 15-20 นาที
การส่องกล้องลำไส้เล็ก
เนื่องจากลำไส้เล็กมีความยาวถึง 6 เมตร และมีความคดเคี้ยว การใส่กล้องจากทางเดินอาหารส่วนบนเพื่อเข้าไปส่องในลำไส้เล็กจึงไม่สามารถทำได้ ปัจจุบันจึงมีการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการส่องกล้องในลำไส้เล็กดังนี้
– กล้องแคปซูล มีลักษณะคล้ายแคปซูลยา ปลายด้านหนึ่งของกล้องเป็นเลนส์รับภาพ อีกส่วนหนึ่งเป็นแบตเตอรี่ ซึ่งทำงานได้ตั้งแต่ 8 – 11 ชั่วโมง วิธีการใช้คือให้ผู้ป่วยกลืนกล้องเข้าไป กล้องจะถ่ายภาพในลำไส้เล็กออกมาเป็นภาพนิ่งด้วยความเร็ว 2-3 ภาพต่อวินาที ในที่สุดจะได้ภาพทั้งหมดประมาณ 50,000 – 80,000 ภาพ ข้อดีของวิธีนี้คือผู้ป่วยไม่ต้องเสียเวลามาก และไม่ต้องการการเตรียมตัวเป็นพิเศษเช่น การดมยาสลบ หรือให้ยานอนหลับ แต่ข้อเสียของวิธีนี้คือ แพทย์ไม่สามารถควบคุมกล้องแคปซูลได้ ภาพที่ได้จึงมีเฉพาะจุดที่ได้ตำแหน่งภาพพอดีเพราะเป็นภาพนิ่ง แพทย์จึงอาจไม่สามารถเห็นรอยโรคในบางจุดได้
– กล้องบอลลูน ซึ่งคิดค้นโดยศาตราจารย์ยามาโมโต นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น กล้องแบบนี้จะมีบอลลูนติดที่ที่ปลายกล้อง 1 ลูก แล้วมีปลอกสวมกล้องอีก 1 เส้น ซึ่งก็ติดบอลลูนอีก 1 ลูก เมื่อใส่กล้องเข้าไปจนสุด แพทย์จะเอาบอลลูนขึ้น เพื่อที่จะยึดกับตัวลำไส้เล็กแล้วดึงลำไส้เล็กถอยเข้ามาเหมือนการถลกแขนเสื้อ หลังจากนั้นก็คลายบอลลูนแล้วเอากล้องเข้าไปอีกเหมือนกับการสอยเข็มเย็บผ้า ด้วยวิธีนี้กล้องที่มีความยาวประมาณแค่ 2 เมตร จึงสามารถผ่านได้ตลอดลำไส้ โดยที่แพทย์สามารถควบคุมตำแหน่งได้ และวิธีนี้ยังสามารถใช้รักษารอยโรคในลำไส้เล็กได้อีกด้วย อย่างไรก็ตามวิธีนี้มีข้อเสียตรงที่ใช้เวลานานประมาณ 2 – 3 ชั่วโมง
– กล้องแบบเกลียว ได้รับการคิดค้นในช่วง 5 ปีมานี้ แต่ไม่ได้รับความนิยมเท่าไร และไม่มีใช้ในประเทศไทย เพราะการใช้งานสะดวกน้อยกว่าการใช้กล้องบอลลูน
จากที่กล่าวมานี้โดยทั่วไปเมื่อจะตรวจโรคในลำไส้เล็กแพทย์จึงเริ่มด้วยการใช้กล้องแคปซูลก่อน แล้วเมื่อเจอจุดที่สงสัยจึงใช้กล้องบอลลูนในลำดับต่อมา
ความเสี่ยงจากการส่องกล้อง
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนจากการส่องกล้อง คือ ปัจจัยเสี่ยงจากผู้ป่วยกล่าวคือถ้าผู้ป่วยเป็นโรคที่รุนแรง ก็มีโอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนได้มากขึ้น และ ปัจจัยเสี่ยงจากการส่องกล้อง การส่องกล้องแบบซับซ้อนมีความเสี่ยงมากกว่าการส่องกล้องแบบมาตรฐาน ยกตัวอย่างเช่น การส่องกล้องเพื่อตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่หรืออาการท้องอืดแน่นเฟ้อจะมีความเสี่ยงต่ำ แพทย์อาจให้ผู้ป่วยกลับบ้านได้เลยในขณะที่การส่องกล้องเพื่อตัดเซลล์มะเร็งจะเป็นการส่องกล้องที่ซับซ้อนจึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนมากขึ้น แพทย์จึงอาจให้ผู้ป่วยพักในโรงพยาบาลเพื่อสังเกตอาการหลังจากการส่องกล้องรักษาเสร็จสิ้น
หลัก 6 ประการก่อนตัดสินใจส่องกล้อง (รองศาสตราจารย์นายแพทย์ประเดิมชัย คงคำ ได้คิดค้น)
เมื่อมีอาการไม่สบายท้อง ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดท้อง ท้องอืด หรือแน่นท้อง ในเบื้องต้นควรไปพบแพทย์ซึ่งจะวินิจฉัยโรคจากการตรวจร่างกายและประวัติของผู้ป่วย ถ้าแพทย์ซักประวัติและตรวจร่างกายเบื้องต้นจนเห็นว่าผู้ป่วยไม่มีโรคที่ต้องตรวจด้วยการส่องกล้อง ผู้ป่วยก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการส่องกล้อง แต่ในกรณีที่แพทย์ลงความเห็นว่าผู้ป่วยควรเข้ารับการส่องกล้องแพทย์และผู้ป่วยอาจร่วมพิจารณาความจำเป็นในการส่องกล้องด้วยหลัก 6 ประการดังต่อไปนี้ เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันอันดีก่อนที่เข้าสู่กระบวนการส่องกล้องต่อไป (อนึ่ง หลัก 6 ประการนี้เป็นหลักที่ รองศาสตราจารย์นายแพทย์ประเดิมชัย คงคำ ได้คิดค้นขึ้นมาจากประสบการณ์เพื่อเป็นหลักเกณฑ์แก่ผู้ป่วยให้นำไปพิจารณาก่อนที่จะเข้ารับการทำหัตถการทุกชนิดและทุกครั้ง)
– ประโยชน์ของการส่องกล้องมีหรือไม่คืออะไร สำหรับโรคหรืออาการที่ผู้ป่วยเป็นอยู่
– ความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการส่องกล้องคืออะไร มีโอกาสเกิดเท่าไร
– มีข้อบ่งชี้ในการส่องกล้องหรือไม่
– มีข้อห้ามในการส่องกล้องหรือไม่ เช่น ห้ามใช้กล้องแคปซูลในผู้ที่เคยผ่าตัดลำไส้เล็ก เพราะกล้องอาจติดอยู่ในลำไส้เล็ก
– ความสามารถและศักยภาพของแพทย์และทีมงานเป็นอย่างไร
– มีทางเลือกอื่นที่สามารถใช้แทนการส่องกล้องหรือไม่
การส่องกล้องรักษาทางเดินอาหารนับเป็นเทคนิคหนึ่งที่ช่วยรักษาและป้องกันการเกิดโรคในระบบทางเดินอาหาร อย่างไรก็ตามโรคในระบบทางเดินอาหารที่พบบ่อยหลายโรค เช่น กรดไหลย้อน เป็นต้น สามารถป้องกันได้โดยการใช้ชีวิตอย่างมีสุขอนามัยเช่น การรับประทานอาหารในปริมาณพอสมควร รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้เกินเกณฑ์ งดการดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากสามารถทำให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหารได้ สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ก็สามารถลดความเสี่ยงได้โดยการรับประทานผักและผลไม้ซึ่งมีใยอาหารสูง หลีกเลี่ยงอาหารปิ้งย่าง เป็นต้น ด้วยการปฏิบัติตนตามเทคนิคง่ายๆ เหล่านี้ สุขภาพระบบทางเดินอาหารที่ดีย่อมเป็นไปได้


