กระทรวงสาธารณสุขประเมินไว้คนไทยมีอัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งตับสูงที่สุดในโลก ชาย 36.9 % หญิง 15.2 % ต่อประชากร 100,000 คน โดยแต่ละวันมีผู้ป่วยรายใหม่เฉลี่ยถึง 30 รายทั่วประเทศ ทั้งยังมีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อย ๆเป็นสถิติที่น่าตกใจเป็นอย่างมาก คนไทยไม่ควรที่จะมองข้าม เป็นโรคที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิต ดังนั้นหากมีอาการหรือสงสัยว่าจะเป็นโรคตับควรรีบไปปรึกษาแพทย์ด่วน เพื่อหาวิธีป้องกันและรักษาต่อไป
โรคตับ เป็นโรคที่เกิดจากการที่ตับได้รับบาดเจ็บ หรือเกิดแผลเป็นแบบถาวร จนทำให้เป็นพังผืดขึ้นในเนื้อตับ ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของตับช้าลง เริ่มตั้งแต่การผลิตโปรตีน การจัดการกับสารพิษในร่างกาย การไหลเวียนของเลือดที่ไหลผ่านตับไม่สะดวก หรือบางกรณีอาจปิดกั้นไปเลยก็มี ขึ้นอยู่กับอาการว่าเป็นหนักหนาแค่ไหน ทำให้ระบบการทำงานของร่างกายแปรปรวน และอาจนำพาให้เกิดโรคอื่นๆ ตามมาได้เช่นกันคนที่ตับมีปัญหามักจะเริ่มจากอาการที่ไม่ได้บ่งบอกชัดเจนนัก เพราะฉะนั้น ต้องหมั่นคอยสังเกตตัวเองให้มาก
โรคตับที่พบได้บ่อย
1. ตับอักเสบภาวะตับอักเสบเกิดได้ทุกเพศทุกวัย สาเหตุที่พบได้บ่อยคือเชื้อไวรัสตับอักเสบ เชื้อไวรัสตับอักเสบที่พบได้บ่อยในประเทศไทย ได้แก่ เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด A และชนิด B เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด A ติดต่อผ่านทางอาหารและน้ำที่ไม่สะอาด ชนิด B ติดต่อได้ทางการสัมผัสกับเลือดของผู้เป็นพาหะ เช่น การถ่ายเลือด การใช้ของมีคมร่วมกันหรือแม้แต่การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่เป็นพาหะเชื้อไวรัสตับอักเสบ B นอกจากนี้ ยังมีเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด C ซึ่งมีช่องทางติดต่อคล้ายกันกับไวรัสตับอักเสบ B แต่ในประเทศไทยพบน้อยกว่าสองชนิดแรก
ภาวะไขมันสะสมในตับเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคตับอักเสบ ไขมันสะสมในตับอาจทำให้ตับบาดเจ็บและเสื่อมสภาพ และอาจพัฒนาไปเป็นตับอักเสบ ตับแข็ง หรือแม้แต่มะเร็งตับได้เมื่อสูงวัยขึ้นกลไกการเกิดภาวะไขมันสะสมในตับเป็นเรื่องซับซ้อนและยังไม่เป็นที่เข้าใจกระจ่างนัก การดื่มแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์ ไวน์ ฯลฯ เป็นประจำเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่ง แต่ผู้ที่ไม่ได้ดื่มสุราก็มีโอกาสเกิดภาวะไขมันสะสมในตับได้เช่นกัน โดยอาจปรากฏร่วมกับภาวะน้ำหนักเกิน ไขมันในเลือดสูง และเบาหวาน
2. ตับแข็งผลพวงจากตับอักเสบที่ปล่อยปละละเลยมานานจนเป็นโรคเรื้อรังจะทำให้มีการอักเสบซ้ำแล้วซ้ำอีกจนเกิดพังผืดหรือแผลเป็นในตับมากขึ้นเรื่อย ๆ ผิวตับที่เคยเรียบลื่นจะหยาบและขรุขระ เนื้อตับส่วนที่ยังดีลดลง ๆ ขณะที่พังผืดหรือแผลเป็นจะแผ่บริเวณกว้างขึ้น ส่งผลกระทบต่อการทำงานตามปกติของตับ เกิดเป็นภาวะที่เรียกว่าโรคตับแข็งในที่สุดผู้ป่วยตับแข็งมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับสูงมาก จึงต้องให้การดูแลเป็นพิเศษเพื่อป้องกัน หรือตรวจค้นหามะเร็งตับตั้งแต่ระยะแรก ๆ วิธีสุดท้ายที่จะรักษาโรคตับแข็งระยะท้าย ๆ ได้ผลดี คือการผ่าตัดเปลี่ยนตับ (Liver Transplantation)”
3. มะเร็งตับ โรคมะเร็งตับอาจแบ่งได้เป็นสองประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ “มะเร็งที่จุดเริ่มต้นอยู่ที่ตัวตับเอง ซึ่งมักจะเป็นผลพวงของภาวะตับอักเสบเรื้อรังและตับแข็ง และมะเร็งตับที่มีจุดเริ่มต้นมาจากอวัยวะอื่น ๆ เช่น ลำไส้ใหญ่ กระเพาะอาหาร ตับอ่อน เป็นต้น แล้วจึงแพร่กระจายต่อไปยังตับ หรืออาจเรียกว่าเป็นมะเร็งตับแพร่กระจาย
อาการที่บ่งบอกว่าเป็นโรคตับ
• อ่อนเพลีย นอนไม่ค่อยหลับ แต่มักจะรู้สึกง่วงในเวลากลางวัน รู้สึกเหนื่อยง่ายคล้ายคนไม่มีเรี่ยวแรง บางคนอาจจะมีอาการคลื่นไส้ เบื่ออาหารร่วมด้วย และมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เหมือนเวลาทานอาหารแล้วไม่ย่อย รวมทั้งเรอบ่อยขึ้น
• ประจำเดือนมาไม่ปกติ อาจขาดไปเลย หรือมาแบบไม่สม่ำเสมอ ทั้งที่ปกติไม่เคยเป็น ส่วนผู้ชายบางคนอาจมีอาการเต้านมขยาย มีอาการเจ็บที่เต้านม และบางคนอาจจะทำให้อัณฑะฝ่อตัว หรือสมรรถภาพทางเพศลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
• คันตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เพราะมีน้ำดีไปสะสมอยู่บริเวณผิวหนังส่วนนั้น เลยทำให้เกิดอาการคันตามตัวขึ้นมา
• ตัวเหลือง ตาเหลือง คล้ายกับคนเป็นดีซ่าน เพราะตับไม่สามารถทำหน้าที่ขับน้ำดีออกจากตับได้ จนทำให้มีการแพร่กระจายไปที่ตา และร่างกายจนตัวเหลือง
• มีอาการบวมเกิดขึ้นที่หลังเท้า แขนขา และหน้าท้อง เนื่องจากตับไม่สามารถสร้างโปรตีนในเลือดได้
• เมื่อมีแผลเกิดขึ้น จะทำให้เลือดออกง่ายกว่าปกติ และไม่ยอมหยุดไหลง่ายๆ เพราะตับไม่สามารถสร้างสารที่ทำให้เลือดแข็งตัวได้
• อาการของโรครุนแรงขึ้น อาจมีอาการอาเจียนเป็นเลือดเพราะความดันในตับสูง จนทำให้หลอดเลือดดำในหลอดอาหารมีความดันสูง ซึ่งหากความดันสูงมากก็จะทำให้หลอดเลือดดำแตกได้
• ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายลดลง ทำให้เจ็บป่วย หรือติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
• มีอาการปวดแน่นที่ชายโครง รู้สึกร้อนวูบที่ช่องอก รวมไปถึงมีอาการตึงที่กล้ามเนื้อช่องท้อง จนเป็นที่มาของอาการปวดท้องน้อย
• บริเวณมุมปาก และริมฝีปาก มีสีคล้ำผิดปกติ รวมไปถึงลิ้นก็จะออกสีม่วงคล้ำ และขอบลิ้นจะมีรอยกดทับของฟันด้วย
อาการดังกล่าวเป็นเพียงบางส่วนที่พอจะสังเกตได้ บางคนยังรู้สึกเครียด หงุดหงิด โมโหง่าย ขี้ลืม ซึ่งอาจจะดูเหมือนคนปกติทั่วไป ทั้งนี้อาจจะต้องวิเคราะห์หลายๆ ส่วนประกอบว่ามีแนวโน้มจะเป็นโรคตับ หรือไม่ หากโชคดีรู้ตัวทัน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เป็นประโยชน์ต่อตับในระยะยาว หรือไม่แน่ใจกับอาการต่างๆควรปรึกษาแพทย์เพื่อช่วยค้นหาสาเหตุจะดีที่สุด
ที่ผ่านมามะเร็งตับเป็นกลุ่มโรคมะเร็งที่รักษาได้ยากมาก โอกาสรักษาหายขาดมีน้อย ผู้ป่วยส่วนใหญ่เสียชีวิตในเวลาอันสั้น ปัจจุบันวิทยาการทางการแพทย์ได้พัฒนาไปมาก การรักษาโรคตับในระยะก่อนเป็นมะเร็ง หรือการรักษามะเร็งตับในระยะต่าง ๆ ได้ผลดีกว่าในอดีตมากโดยผู้ป่วยมีโอกาสที่จะมีชีวิตยืนยาว หรือแม้แต่หายขาดได้ในบางราย
พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน อาจส่งผลต่อตับ เพราะโรคตับนั้นไม่ค่อยมีสัญญาณเตือน กว่าจะรู้ตัวเนื้อเยื่อตับอาจถูกทำลายไปมากแล้ว การใส่ใจสุขภาพโดยการเลือกรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรคต่อตับ รวมทั้งการตรวจสุขภาพร่างกายเป็นประจำทุกปี จึงเป็นสิ่งจำเป็นมากในการป้องกันโรคต่าง ๆ ของตับ

