ศูนย์การแพทย์วี ขอเสนอความรู้พื้นฐานของอวัยวะต่างๆในร่างกาย โรคต่างๆที่พบบ่อย เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับผู้อ่านนะครับ บทความเหล่านีอ้างอิงมาจากข้อมูลทางการแพทย์ในปัจจุบัน ทางศูนย์การแพทย์ขอสงวนสิทธิ์ในการเผยแพร่ ดัดแปลง หรืตกแต่งเพิ่มเติม และขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาโดยไม่แจ้งล่วงหน้านะครับ หวังว่าท่านผู้อ่านคงได้ความรู้จากบทความต่างๆเหล่านี้ตามสมควรครับ ท่านที่สนใจเรื่องใด สามารถคลิกเข้าไปที่หัวข้อนั้นได้เลยครับ
โรคพังผืดรัดเส้นประสาทที่ข้อมือ(Carpal tunnel syndrome) เป็นภาวะความผิดปกติที่เกิดจากการกดเส้นประสาทใหญ่( median) บริเวณข้อมือ และเป็นโรคที่พบบ่อย คนไข้จะมาด้วยอาการชามือ และอาจจะมีอาการปวดบริเวณอุ้งมือด้วย มักจะมีอาการมากขึ้นเวลากลางคืน หรือเวลามีการใช้มือและข้อมือมากๆ ถ้าอาการรุนแรงมากขึ้น อาจจะมีอาการอ่อนแรง และมีการลีบลงของกล้ามเนื้อบริเวณอุ้งมือได้(รูปที่ 1) จากประวัติและการตรวจร่างกายมักจะสามารถวินิจฉัยได้ การยืนยันการวินิจฉัยทำได้โดยการตรวจ

รูปที่ 1 แสดงกล้ามเนื้อลีบลงบริเวณอุ้งมือ
การรักษาสามารถแบ่งได้เป็น 2 วิธีหลักๆคือ
1. รักษาด้วยวิธีไม่ผ่าตัด
2. รักษาด้วยวิธีผ่าตัด
การรักษาด้วยวิธีไม่ผ่าตัด มีหลากหลายวิธี โดยวิธีที่พิสูจน์เป็นส่วนมากว่าได้ผลดี คือการใส่ที่ดามข้อมือ(splint) ส่วนการใช้ยาลดการอักเสบ ยาบำรุงเส้นประสาท และการฉีด corticosteroid ก็มีรายงานถึงความสำเร็จบ้าง ส่วนการรักษาวิธีใหม่ๆที่เริ่มมีการนำมาใช้ในการรักษา ได้แก่ การบริหารเส้นประสาท, โยคะ, การฝังเข็ม และ การใช้เลเซอร์รักษา

รูปที่ 2 แผลจากการผ่าตัดมาตรฐาน

รูปที 3 แผลจากการผ่าตัดแผลเล็ก
การรักษาด้วยวิธีผ่าตัด เริ่มจากการผ่าตัดมาตรฐาน ซึ่งเปิดแผลตามยาว ขนาดประมาณ 5-6 เซนติเมตร และ ตัดพังผืดที่รัดเส้นประสาท แต่วิธีนี้มีข้อเสีย คือ ขนาดแผลใหญ่, กลับไปทำงานได้ช้า(รูปที่ 2) จึงมีการนำการผ่าตัดใหม่ๆมาใช้ ได้แก่ การผ่าตัดผ่านกล้อง ซึ่งจะทำให้ลดปัญหาจากวิธีมาตรฐานได้ แต่ต้องใช้เครื่องมือซับซ้อน ราคาแพง และต้องอาศัยการฝึกฝนพอสมควร ส่วนอีกวิธีที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ไขข้อเสียของวิธีมาตรฐาน ใช้เครื่องมือน้อยกว่า และค่าใช้จ่ายน้อยกว่าวิธีผ่าตัดผ่านกล้อง ก็คือ การผ่าตัดแบบแผลเล็ก(mini-incision open carpal tunnel release) แต่ก็ยังต้องอาศัยการฝึกฝนเช่นกัน (รูปที่ 3)
โรคนิ้วล็อค(Trigger finger) เป็นภาวะที่เกิดจากการสมดุลของเส้นเอ็นงอนิ้ว ที่เกิดการบวมอักเสบ กับช่องอุโมงค์ (A1 pulley) ที่เส้นเอ็นเคลื่อนผ่านเกิดการหนาตัวขึ้นทำให้คนไข้เกิดสะดุด และปวดเวลาขยับนิ้ว โดยนิ้วที่เกิดปัญหาบ่อยๆได้แก่ นิ้วหัวแม่มือ นิ้วนาง และนิ้วกลาง สาเหตุอาจเกิดจากการใช้งานซ้ำๆ ใช้งานหนักๆ หรือมีโรคบางอย่างที่ชักนำให้เกิดโรค เช่น เบาหวาน, โรคเก๊าท์, โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ และโรคไต เป็นต้น classification ของโรคแบ่งเป็น 4 เกรด คือ
เกรด 1 นิ้วไม่ติด แต่ปวด
เกรด 2 กำ เหยียดมือได้ แต่สะดุด
เกรด 3 กำลงแล้วค้าง เหยียดไม่ออก หรือกำลงไม่สุด
เกรด 4 นิ้วบวมและเหยียดไม่สุด
การรักษา แบ่งเช่นเดียวกับ carpal tunnel syndrome คือ Treatment options are similar to those of carpal tunnel syndrome Nonoperative treatment วิธีที่นิยม และได้ผลดีมาก คือ corticosteroid injection แต่ไม่แนะนำให้ฉีดบ่อยเกินไป (ไม่ควรฉีดเกิน 3 ครั้ง ) และ การใช้ที่ดามนิ้ว (splinting) ก็พบว่าได้ผลดีพอสมควร ส่วนวิธีอื่นๆที่มีการพูดถึงก็เป็นวิธีการทางกายภาพบำบัด ได้แก่ stretching exercise, heat therapy, ultrasound therapy และ laser therapy
Operative treatment วิธี standard คือ เปิดแผล transverse บริเวณ A1pulley ตรง volar Metacarpophalangeal joint ของนิ้วนั้นๆ และ release A1pulley ให้เปิดออก ซึ่งเป็นวิธีที่ทำได้ง่ายและได้ผลดี แต่ปัจจุบันมีวีธีใหม่ที่เริ่มมีการใช้มากขึ้นในปัจจุบัน คือ percutaneous trigger release ซึ่งเป็น OPD หรือ office procedure(รูปที่ 4) ทำได้เร็ว คนไข้แทบไม่มีแผลให้เห็น แต่ต้องอาศัยการฝึกฝน และเหมาะกับ trigger finger grade 2 และ 3 และไม่แนะนำให้ทำสำหรับนิ้วหัวแม่มือ และ complication ที่สำคัญ คือ digital nerve injury และ recurrent symptom

รูปที่ 1 การทำ percutaneous release โดยใช้เข็มเบอร์18
เนื่องจากโรคที่กล่าวข้างต้นนี้ เป็นโรคที่พบได้บ่อย ดังนั้นถ้าท่านผู้อ่าน มีอาการดังที่กล่าวข้างต้น อย่านื่งนอนใจ ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อจะได้ให้คำแนะนำ และการรักษาที่ถูกต้อง และเหมาะสมต่อไป
คำถาม:
ตับอ่อน อยู่ตรงไหนและมีหน้าที่อะไร
คำตอบ:
ตับอ่อนเป็นอวัยวะ ที่อยู่บริเวณช่องท้องส่วนบนอยู่ทางด้านหลังของกระเพาะอาหาร ติดกับลำไส้เล็กส่วนต้น มีหน้าที่ ผลิตน้ำย่อย เข้าสู่ลำไส้เล็กเพื่อย่อยอาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเภทไขมัน และมีหน้าที่ ผลิตฮอร์โมน เพื่อทำงานในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งฮอร์โมนอินซูลิน ที่มีหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกายของผู้ป่วย
คำถาม:
มะเร็งตับอ่อนมีการดำเนินโรคอย่างไร
คำตอบ:
มะเร็งตับอ่อน มีการดำเนินโรคที่รุนแรง ถึงแม้เป็นมะเร็งที่พบได้ไม่บ่อย แต่การพยากรณ์โรคไม่ดี ข้อมูลจากประเทศไทย จากการศึกษาของ รองศาสตราจารย์นายแพทย์ประเดิมชัยและคณะ พบว่าอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วย มะเร็งตับอ่อน ที่ระยะเวลา 1 ปีมีอัตราโดยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 20 ถึง 30 เพียงเท่านั้น
คำถาม:
ทำไมการรักษามะเร็งตับอ่อนทำได้ยาก
คำตอบ:
เหตุผล ที่ทำให้ผลของการรักษามะเร็งตับอ่อนในปัจจุบัน มีประสิทธิภาพที่น้อยกว่ามะเร็งชนิดอื่น มีเหตุผลหลายประการ ที่สำคัญประการหนึ่งคือ น้อยครั้งที่แพทย์จะตรวจพบมะเร็งตับอ่อนในระยะเริ่มแรก ซึ่ง เป็นระยะที่ แพทย์สามารถทำการผ่าตัดนำก้อนมะเร็งออกได้หมด และเป็นโอกาสที่ผู้ป่วยจะหายขาดจากการเป็นมะเร็งตับอ่อนได้ เหตุผลที่เป็นดังนั้นเพราะว่า อาการของมะเร็งตับอ่อนในระยะแรกนั้น อาจไม่มีอาการหรือเป็นอาการที่ไม่จำเพาะ ตัวอย่างเช่น ปวดท้อง น้ำหนักลด เบื่ออาหาร
ซึ่งก็เป็นอาการที่พบได้ในโรคอื่น และเนื่องจากมะเร็งตับอ่อนพบได้น้อย ดังนั้น การตรวจวินิจฉัยและการรักษาก็ย่อมจะมุ่งไปที่โรคอื่นก่อนโดยทั่วไป อีกประการหนึ่งคือ ตับอ่อนเป็นอวัยวะที่เล็กอยู่แล้ว การตรวจก็ค่อนข้างยุ่งยากกว่าอวัยวะอื่น และการตรวจให้ได้แม่นยำ ก็ต้องอาศัยเครื่องมือที่ซับซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจหา มะเร็งระยะเริ่มต้นซึ่งมีขนาดเล็ก นอกไปจากนี้ มะเร็งตับอ่อนถือเป็นมะเร็งที่มีการลุกลามเฉพาะที่ ได้เร็ว ในบางครั้งเมื่อเริ่มเป็นหรือตรวจพบมาในระยะเวลาไม่นานตัวมะเร็งก็จะกระจายออกไปที่อวัยวะรอบข้างเช่นตับถุงน้ำดีหรือลำไส้ ไปแล้วถึงแม้ว่าเพิ่งจะอยู่ในช่วงแรกของการเป็นมะเร็งเท่านั้น
คำถาม:
ทำอย่างไรจึงจะตรวจวินิจฉัยมะเร็งตับอ่อนในระยะแรกได้
คำตอบ:
การตรวจหามะเร็งตับอ่อนในระยะแรก ให้ได้ ต้องใช้เครื่องมือในการตรวจ แบบแสดงภาพที่มีกำลังขยายสูง ตัวอย่างเช่น เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือกล้องคลื่นเสียง ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบเครื่องมือทั้ง 3 ชนิดนี้ จะพบว่ากล้องคลื่นเสียง มีกำลังขยายสูงที่สุด แต่ขั้นตอนในการตรวจก็ยุ่งยากกว่าอีก 2 วิธี เพราะเป็นการส่องกล้องไม่เหมือนกับการตรวจทางรังสีวิทยา
โดยทั่วไป การส่องกล้องคลื่นเสียงเพื่อที่จะตรวจหามะเร็งตับอ่อนในระยะแรก จะทำในกรณีที่ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับอ่อนอยู่ในขั้นสูง หรือตรวจพบความผิดปกติจากการตรวจด้วยวิธีทางรังสีวิทยาแบบอื่นเช่นการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า แล้วต้องการทำการตรวจเพิ่มเติมเพื่อหารายละเอียดให้มากขึ้น

